วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ตรองความคิดก่อนที่จะคิดคลั่งเชื้อชาติ: เชื้อชาติและวิวัฒนาการของมนุษย์ (Race and Human Evolution)

ตรองความคิดก่อนที่จะคิดคลั่งเชื้อชาติ: เชื้อชาติและวิวัฒนาการของมนุษย์ (Race and Human Evolution)

ตรองความคิดก่อนที่จะคิดคลั่งเชื้อชาติ: 
เชื้อชาติและวิวัฒนาการของมนุษย์ (Race and Human Evolution)
วิชามานุษยวิทยาเบื้องต้น (Introduction Anthropology) 
รหัสวิชา 427-201



บัณฑิต ไกรวิจิตร1

กรกฎาคม 2552

รากของคำถามเกี่ยวกับความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างชีววิทยา (biological) และความหลากหลายของวัฒนธรรมมนุษย์ จากการสำรวจบันทึกซากกระดูกโบราณของมนุษย์ สามารถอ้างอิงได้ว่ามีความสามารถในทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษมนุษย์ โดยเฉพาะมีพื้นฐานจากลักษณะของชีววิทยาด้วย โดยสาระสำคัญแล้ว ข้อเสนอนี้มีความหมายสำคัญมากขึ้น จากการพบขนาดสมองของ Homo habilis เมื่อ 2.5 ล้านปี เมื่อเปรียบเทียบกับมมนุษย์ที่เก่ากว่านั้นคือ ออสตราโลพิทฮีซีเนส (australopithecines) นักวิชาการได้นำมาสนับสนุนข้อสมมุติฐาน เพราะว่าบรรพบุรุษมีความซับซ้อนทางวิวัฒนาการด้านกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรู้จักใช้เครื่องมือหิน (stone tools) 


ดังนั้นเราจะสามารถสรุปได้หรือไม่ว่าเพราะ กายวิภาคศาสตร์ (anatomy) ของมนุษย์มีความสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น ด้วยการมีหน้าผากที่กว้างมากยิ่งขึ้น หรือการลดหน้าผากให้แคบลง จะมีความสำคัญต่อความสามารถในการใช้เครื่องมือที่ชาญฉลาดได้ หรือการสร้างศิลปะที่สวยงามได้ ทั้งสองประการนี้มาจากรากของชีววิทยากายภาพที่แตกต่างกันใช่หรือไม่ ?


คำถามนี้หลอมรวมอยู่ในสาขาวิชามาอย่างยาวนานในการศึกษาวัฒนธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยากายภาพ ของแต่ละ ชนิด หรือชนิดของมนุษย์ (human species) และมีความสัมพันธ์ต่อ “เชื้อชาติ” (race) อย่างไร เป็นชนิดย่อยๆ (subspecies) ของมนุษย์ หรือ แยกไม่เกี่ยวข้องกันเลยในการจัดประเภททางชีววิทยาการยภาพของชนิดมนุษย์ 

แต่อย่างไรก็ตามชีวิวิทยากายภาพด้าน “เชื้อชาติ” ไม่สามารถนำมาจัดประเภทได้แม่นยำ นักมานุษยวิทยาผู้ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง อธิบายว่า “กรอบความคิดเชื้อชาติ” ไม่มีความเหมาะสมในทางวิทยาศาสตร์ในการใช้จัดประเภทมนุษย์ ในขณะดียวกันนักวิชาการก็รับทราบว่า “เชื้อชาติ” ถูกนำมาเป็น “สัญลักษณ์” ที่มีความสำคัญมากในการ “แบ่งแยกจัดประเภท” แก่ สังคม-การเมือง ในหลายๆ ประเทศ 

เชื้อชาติคือสิ่งสร้างทางสังคม (Race as a Social Construct)

การแบ่งแยกทางการเมืองได้ก้าวล้ำมาถึงเรื่องการเมืองของการบ่งแยกโดยใช้ “ชีวภาพกำหนด” คือการใช้ชีวภาพมากำหนดการจัดแบ่งประเภทของประชาชนจากภูมิภาคต่างๆ ประชาชนทั่วทั้งโลก ได้มีการนำข้อมูลของนักมานุษยวิทยากายภาพรุ่นแรกๆ มาจัดระดับความต่ำสูงของวิวัฒนาการมนุษย์ โดยจัดให้มนุษย์ยุโรปคือผู้ที่มีอารยธรรมและพัฒนาการที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ 
เชื้อชาติได้ถูกทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ (racial symbolism) นักศึกษาควรทำความทำความเข้าใจว่า ความคิดที่อธิบายความแตกต่างทางเชื้อชาติมนุษย์ เข้ามามีบทบาทสำคัญได้อย่างไร 

นักมานุษยวิทยากายภาพได้ทำการศึกษามานานและข้อค้นพบของนักวิชาการรุ่นเก่า ได้ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับรูปแบบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และเหตุผลนั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่ข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์ แต่มาจากมุมมองความเชื่อ, ศาสนา, ประเพณีและวัฒนธรรม แต่เมื่อศึกษาแล้วก็ทำให้เกิดปัญหา เพราะเมื่อนักวิชาการมองย้อนกลับไปก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดที่ทำให้เกิดความนิยมชาติพันธุ์ตนเองเป็นศูนย์กลาง (ethnocentrism) (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 80) ในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองที่นอกเหนือไปจากภาคพื้นยุโรปอีกด้วย


ความนิยมในชาติพันธุ์ตนเองคือการให้ความสำคัญแก่ตนเอง เผ่าพันธุ์ตนเอง ในกลุ่มของประชาชนหรือปัจเจกก็ได้ ที่มีแนวโน้มที่เข้าใจโลกจากมุมมองจากวัฒนธรรมของตนเอง หรืออาจจะอธิบายถึงความไร้ความสามารถที่จะเข้าใจวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างไปจากของตน ซึ่งพวกเขาอาจจะกล่าวหาผู้อื่นจากมุมมองของความนิยมในชาติพันธุ์ตนเอง เพื่อสนับสนุนตนในการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งนักมานุษยวิทยาที่ต่อต้านมุมมองเช่นนี้ ก็มีมากมาย โดยเฉพาะนักวิชาการกลุ่มสัมพัทธ์นิยม (relativism) ได้เสนอข้อโต้แย้งออกมาจากสาขามานุษยวิทยาเอง (Barnard and Spencerp, 2002: 903) 


ความเจ็บปวดของนักมานุษยวิทยาก็คือ ผลงานการศึกษาทำให้เกิดลักษณะของความนิยมในชาติพันธุ์ตนเองเป็นศูนย์กลาง และเกิดการเลือกปฏิบัติ (prejudices) ต่างๆ ตามมา ซึ่งส่วนหนึ่งของปัญหามาจากความพยายามในการสร้างความรู้ของนักมานุษวิทยากายภาพนั่นเอง (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 80)


การเลือกปฏิบัติทำให้เมื่อเราพูดถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเราได้รื้อประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มนั้นที่พอจะคาดคำณวนได้ ซึ่งเราไม่รู้จักเขาจริงๆ เช่น เมื่อพูดถึงพม่า เราได้สร้างความเข้าใจของเราที่มีต่อพม่าจากช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองมาทำให้เราเกลียดชัง และส่งผลต่อความไม่ไว้วางใจจนถึงการเป็นอริศัตรูได้ไม่ยาก


ตัวอย่างของมานุษยวิทยากายภาพก็คือ ได้มีการจัดประเภทเชื้อชาติโดยนักกายวิพากศาสตร์ (anatomist) ชื่อ Johanna Blumenbach (1752-1840) ซึ่งมีผู้เรียกเขาว่าบิดาของมานุษยวิทยากายภาพ (physical anthropology) ทฤษฎีของเขาก็คือ การประยุกติ์การจัดประเภทแบ่งแยกความแตกต่างของนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของนักวิชาการชาวสวิส มาจำแนกชนิดของมนุษย์ ออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้หลักการอ้างอิงมาจากการจัดกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ทางกายภาพที่แตกต่างกัน เช่น ชาวยุโรป เรียกว่า “คนผิวขาว” (White) คนอัฟริกัน (Africans) เรียกว่า “คนผิวดำ” (Black) คนอเมริกันอินเดียน (American Indians) เรียกว่า “คนผิวแดง” (Red) และคนเอเชีย เรียกว่า “คนผิวเหลือง” (Yellow) 

ในปี ค.ศ. 1795 หนังสือชื่อ “ความหลากหลายทางธรรมชาติของมนุษย์” (On Prejudice คือ “การเลือกปฏิบัติ” มาจากภาษาลาติน จากคำว่า prae หมายถึง “ก่อนหน้า” และคำว่า judicium หมายถึง “การตัดสิน” อาจจะหมายถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับความเชื่อและคุณค่าต่างๆ ที่ทำให้ปัจเจกหรือกลุ่มของปัจเจกมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบน ในการต่อต้านสมาชิกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกเขาจะได้มีประสบการณ์ต่อกลุ่มนั้นจริงๆ โดยศัพท์ทางเทคนิคแล้วคำนี้หมายถึงการเบี่ยงเบนในเชิงบวกและในแง่ลบก็ได้ แต่ในทางเชื้อชาติและความสัมพันธ์ในเชิงชาติพันธุ์แล้วมักจะอ้างอิงถึงในแง่ลบมากกว่า เช่น การสร้างสิ่งที่เป็นเรื่องโดยทั่วไปในการแบ่งแยกความแตกต่างของกลุ่มหนึ่งๆ ออกไป โดยคิดว่ากลุ่มดังกล่าวถ่ายทอดรับมรดกมาจากกลุ่มก่อนหน้านั้น ในแง่ต่างๆ การเลือกปฏิบัติ ถูกกระตุ้นให้เกิดความเป็นอริศัตรูระหว่างกัน การสร้างเรื่องทั่วไปในการเลือกปฏิบัติมาจากการได้รับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับกลุ่มอื่นๆ จึงไม่สามารถที่จะวิเคราะห์กลุ่มที่ตนเองรู้จักได้ (Cashmore, 1996: 288-90)the Natural Variety of Mankind) ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ มีข้อเสนอให้แบ่งแยกประเภทของมนุษย์ออกเป็น 4 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น 

วิธีการศึกษาเพื่อหาข้อสรุปมาจากการรวบรวมกะโหลกมนุษย์ (skull) และนำมาตัดสินว่า กะโหลกมนุษย์ที่มีความสวยงามที่สุดอยู่บริเวณภูเขา เคาซาคัส (Caucasus Mountains) ตั้งอยู่ระหว่างรัสเซียและตุรกี เขาอธิบายว่ากะโหลกมนุษย์ที่นั้นมีความสมมาตรมากกว่า อันมาจากมายาคติเรื่อง ความสมบูรณ์โดยธรรมชาติ คือ “วงกลม” เขาเห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามมาก เป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากสิ่งที่อธิบายว่า “ดินแดนในคัมภีร์ไบเบิล” คือ “แหล่งกำเนิดของมนุษย์” 


นักมานุษวิทยากายภาพจึงเสนอว่าแหล่งที่อยู่อาศัยทางตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป คือภูเขา เคาซาคัส คือแหล่งที่มีมนุษย์เกิดขึ้นคนแรก มนุษย์คนแรกมีผิวสีอ่อน (light-skinned) และทางด้านตะวันตกของเอเชียมีสีผิวใกล้เคียงกัน รวมถึงภาคเหนือของอัฟริกาด้วย ในพื้นที่เหล่านี้ถูกเรียกรวมกันว่ามี “เชื้อชาติเดียวกัน” (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 80-1) และใช้ชื่อ “ชาวยุโรป” แทน “ชาวเคาซาคัส” และแยกชาวอเมริกันอินเดียนเป็นอีกเชื้อชาติหนึ่ง นอกจากนั้นก็มีการปรับกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มคนที่มีสีผิวเข้ม (dark-skinned) เช่น ชาวอัฟริกัน และแยกชาวเอเชียเป็นสองกลุ่มเชื้อชาติ คือ “มองโกเลียน” อาศัยอยู่บริเวณประเทศจีนและญี่ปุ่นในปัจจุบัน และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “มาเลย์” คือคนพื้นถิ่นออสเตรเลีย หมู่เกาะแฟซิฟิค และที่อื่นๆ (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 81) 


สิ่งที่ Blumenbach ทำนั้นก้าวไปไกลถึงการแนะนำกฏกำหนด “เชื้อชาติ” จากความเชื่อว่า ชาวเคาซาคัสอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดของมนุษย์ และมีอุดมคติว่า “พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์” เขาเชื่อในความสูงส่งกว่าของเชื้อชาติตนเอง ดังนั้นจึงเสนอต่อเนื่องว่า เชื้อชาติอื่นๆ นั้นเกิดความเสื่อมถอยลง เพราะเพราะเดินทางเคลื่อนย้ายออกไปจากแหล่งกำเนิด และทำการประยุกติ์ตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เข้าไปอยู่อาศัยที่มีภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เขาเสนอว่า เชื้อชาตที่ห่างจาก ชาวเคาซาคัสนั้นต่ำและด้อยกว่า (inferior races) (Gould, S. J., 1994: 65-9)


ดังนั้นข้อเสนอของ Blumenbach คือการจัดประเภทความสูงและต่ำกว่าของเชื้อชาติ ซึ่งปัจจุบันนักมานุษยวิทยาได้ทำการสรุปแล้วว่าเป็น “ข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด” และมีความเบี่ยงเบนไปสู่การเสนอว่า “ความเป็นชาติพันธุ์ตนเองคือศูนย์กลาง” เพราะให้ความสำคัญกับความคิดเรื่อง “เชื้อชาติ” ทำให้เกิดความล่มสลายความคิดจัดประเภทเชื้อชาติมนุษย์ สูงส่งหรือต่ำกว่า การอธิบาย “เชื้อชาติสูงส่ง” กว่า “เชื้อชาติต่ำต้อย” กว่า ได้ถูกนำมาใช้ต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดร้าย เช่น กดขี่ให้เป็นทาส และฆ่าหมู่ ที่เรียกว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ “genocide” เช่นตัวอย่างเมื่อปี 1990 กรณีของนาย โอตา เบงกา (Ota Benga) ชาวอัฟริกันปิ๊กมี่ ซึ่งถูกจับมาแสดงโชว์ที่สวนสัตว์ในนิวยอคร์ แสดงร่วมกับลิงอุรังอุตัง โอตา เบงกา ถูกจับมาจากคองโก โดยหมอสอนศาสนา ชาวอเมริกาเหนือ เห็นว่า เขาเป็นคนป่าที่มีความแปลกประหลาด (exotic) และน่าจะนำมาแสดงที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 


ในปี 1904 โอตาและพวกได้ถูกจับและถูกส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ถูกแสดงในเทศการการค้าโลกที่เซ็นต์ หลุยส์ ขณะนั้นเขาอายุ 23 ปี สูง 4 ฟุต 11 นิ้ว หนัก 103 ปอนด์ การแสดงครั้งนั้นมีฝูงชนจำนวนมากแตกตื่นเข้าชมดูโอตา การแสดงที่จัดก็เช่น การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามประเพณีในหมู่บ้านจำลอง และการแสดงกิจวัตรประจำวันของคนพื้นเมืองอัฟริกันปิ๊กมี่ (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 81) 




เมื่อการแสดงสิ้นสุดลงหมอสอนศาสนาได้เดินทางกลับอัฟริกากับโอตาและรวบรวมสิ่งประดิษฐิ์พื้นบ้านเพื่อนำไปขายที่พิพิธภัณฑ์สหรัฐอเมริกา “พิพิทธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกา” (American Museum of Natural History) รัฐนิวยอคร์ ปี 1906 โอตาได้เดินทางกลับมายังอเมริกาและแสดงร่วมกับลิง โดยอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับลิงที่สวนสัตว์บร๊องซ์ 

กลุ่มอัฟริกันปิ๊กมี่มีประเพณีการตะไบฟันให้มีความแหลมคม จึงถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่าคือกลุ่มชนที่เกิดมาเป็นพวกบริโภคเนื้อมนุษย์ (cannibal) 



หลังจากนั้นได้มีการต่อต้านทำให้สวนสัตว์ปล่อยเขาออกจากกรงขังอยู่ในสวนสัตว์อย่างอิสระแต่เขาก็ถูกทำร้ายร่างกาย และถูกกระทำในทางบัดสีอยู่เสมอจากนักท่องเที่ยว ท้ายที่สุดโอตาไม่สามารถกลับบ้านได้เขาฆ่าตัวตายด้วยปืน ถึงแก่ชีวิต (Bradford, P. V., 1992; Prins and McBRIDE 2005: 81)



นักวิชาการคือ Bradford และ Blume2 ได้เปิดประเด็นชวนคิดว่า 
“ใครใช่หรือใครไม่ใช่มนุษย์ (human) คือคำถามที่ใหญ่มากในช่วงเวลาเกือบร้อยปีของแวดวงวิชาการในประเทศจากยุโรป…และสหรัฐอเมริกา...ชาวยุโรป...อาจจะตั้งคำถามและให้คำตอบโดยใช้การอธิบายจากเรื่องของกลุ่ม ปิ๊กมี่...ซึ่งคำอธิบายมักจะมาจากอิทธิพลทางความคิดของการตีความโดยทฤษฎีดาร์วิน ดังนั้นจึงไม่ง่ายเลยที่จะอธิบายว่าใครคือมนุษย์ แต่ที่ยากมากกว่าก็คือใครเป็นมนุษย์มากกว่ากัน และในท้ายที่สุดใครเป็นมนุษย์มากที่สุด นี่คือสิ่งที่นักวิชาการให้ความสนใจ (ในช่วงร้อยกว่าปีก่อน)”(Bradford and Blume, 1992: 29)

การแสดงออกโดยการเหยียดเชื้อชาติที่สวนสัตว์บร๊องซ์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้นมีวิธีการที่แตกต่างกัน เรียกว่า “ภูเขาน้ำแข็ง” ของ “ความนิยมชาติพันธุ์ตนเองเป็นศูนย์กลาง” มีส่ิงที่มากำหนดคือ อำนาจทางอุดมการณ์ของมนุษย์ส่วนเล็กๆ จากมนุษยจำนวนมากมายมหาศาล ที่พยายามค้นหาวิธีการในการตัดสินเพื่อใช้้อ้างว่า “วัฒนธรรมตนเองสูงส่งกว่า” ทั้งในด้านกายภาพและวัฒนธรรม ในภายหลังคนเอเชียได้ถูกส่งไปเป็นแรงงานราคาถูกจำนวนมาก ทั้งหมดมาจากข้ออ้างที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเชื้อชาติ ทำให้มีคนถูกกดขี่และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เกิดเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองมนุษย์นับล้านคนถูกฆ่าตายเพราะว่ามีสีผิวหรือลักษณะของกะโหลกแตกต่างจากมนุษย์ที่ถูกสถาปนาว่าสูงส่งกว่า


ยุโรปมีอุดมการณ์โดยใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ในการเลือกปฏิบัติและก่อตั้งเป็นอุดมการณ์เชื้อชาตินิยมในสังคมยุโรป นักมานุษยวิทยาก็สิ้นหวังในการปฏิเสธแนวคิดนี้ให้หมดพลังลงไป เพราะคนยุโรปไม่ได้มีอำนาจที่เท่าเทียมกันกับคนที่ถูกเหยียดเชื้อชาติ เนื่องด้วยพวกเขามีพลังทางการเมืองที่สูงกว่า และแม้ว่านักวิชาการด้านมานุษยวิทยาจะมีคนเชื้อสายยิวส์ก็ตาม แต่ก็มีนักวิชาการเพียงน้อยนิดที่จะพยายามพูดเพื่อเบี่ยงเบนมาสู่ประเด็นบทบาททางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทาสังคมมากกว่าการให้ความสนใจในด้านชีววิทยาเป็นฝ่ายกำหนด นักวิชาการอย่างเช่น Franz Boas, Melville Herskovits, และ Margaret Mead อธิบายว่าเชื้อชาตินิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการมือง โดยการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพในชนิดต่างๆ ของมนุษย์ (species) ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่ของมานุษยวิทยาได้ใช้ข้อมูลบางประการมาตัดสินและเลือกปติบัติในการต่อต้านชาติพันธุ์บางกลุ่มแล้ว โดยเฉพาะยิวส์ นักวิชาการบางคนอ้างว่าไม่เพียงเชื้อสายยิวส์จะเป็นเชื้อชาติที่ต่ำต้อยกว่า แต่ยังอธิบายว่ายิวส์ไม่เป็นแม้แต่ชนิดเดียวกันของมนุษย์ รากเหง้าของการจำแนกความแตกต่างทางเชื้อชาติ คือการมองที่ความแตกต่างทางกายภาพและแบ่งให้เป็นประเภทอื่นๆ ที่อยู่ต่ำกว่าชนิดมนุษย์โดยทั่วไป ซึ่งแม้แต่ Darwin เองก็อธิบายว่า “ผู้อยู่รอดได้คือผู้ที่แข็งแรงที่สุด” (survival of the fittest) สิ่งนี้คือเหตุผลสำหรับความพยายามกำจัดยิวส์ออกไปจากวัฒนธรรมยุโรปโดยอ้างว่าเพื่อทำให้สังคมเจริญรุ่งเรือง บริบทของเชื้อชาตินิยมนี้เองที่ทำให้เกิดระบบของการเข่นฆ่าคนจำนวนมากในอดีต  


คำศัพท์ anti-semitism มาจากคำว่า “Semitismus” เป็นคำที่ใช้แทนกันได้กับ “Judentum” หมายถึงสองความหมาย ความหมายแรก คือ “Jewry” หมายถึงยิวส์ที่เป็นส่วนรวมทั้งหมด และความหมายที่สองคือ “jewishness” คือคุณลักษณะของการเป็นยิวส์ หรือจิตวิญญาณของยิวส์ (Jewish spirit) ดังนั้น คำว่า anti-semitism หรือ “Antisemitismus - antisemitism” จึงเป็นคำสื่อความหมายถึงการต่อต้านยิวส์นั่นเองยิวส์ ถูกจัดให้อยู่ในซับดิวิชั่นของกลุ่มชนิดที่เป็นมนุษย์ กล่าวคือ ยิวส์ ถูกแยกออกไปจากชนิดมนุษย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อชาติยุโรป (European races) ยิวส์ถูกอธิบายว่ามีช่วงตัวที่สั้นกว่าทำให้ปอดมีความสามารถลดลง สังเกตได้ง่ายๆว่ามีผมสีน้ำตาล จมูกงอคุ้ม คิ้วเป็นพุ่มหนา และสีผิวมีสีดำ คางและปากต่ำลงไปและฟันที่มีรูปร่างประหลาด ชาวยุโรปเกิดความกลัวการผสมทางเชื้อชาติ โดยเฉพาะเยอรมัน คือลัทธินาซีได้ยกประเด็นนี้มาโฆษณาชวนเชื่อและทำให้ประชาชนสนับสนุนนโยบายการต่อต้านเซมิติกซ์ (anti-Semitic policies)3 ผู้นำขณะนั้นคือ ฮิทเลอร์ (Hitler) เขาเชื่อว่า แม้ยิวส์จะวิวัฒนาการมาร่วมกันกับมนุษย์ แต่มีบางอย่างได้เกิดการแยกตัวออกไปจากส่วนรวมของสาขาสายพันธุ์มนุษย์ยุโรป เขาได้รวบรวมงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์สร้างเป็นข้อเสนอที่ดูเป็นเหตุเป็นผลสำหรับสังคมที่ไร้เดียงสา แต่นักมานุษยวิทยาและนักชีววิทยาได้เข้ามาช่วยใช้ความรู้ทางวิชาการในการขยายความเบี่ยงเบนที่ทำให้ลัทธินาซีได้ประโยชน์ในการต่อต้านยิวส์ 


นักวิทยาศาสตร์ด้านพันธศาสตร์ (genetics) ได้เกิดขึ้นมาและได้เข้ามาค้นหาข้อมูลเพื่อใช้ถกเถียงเกี่ยวกับการจัดประเภทเชื้อชาติ เกิดการปฏิวัติทฤษฎีเชื้อชาติ เลื่อนไปให้ความสำคัญต่อคุณลักษณะทางกายภาพ (phenotype) ที่มาจากส่วนประกอบทางพันธุ์กรรม (genotype) คือ DNA แต่ในขณะสงครามโลกครั้งที่สองนั้น การทดลองด้านนี้ผู้ที่มีความสามารถทำได้มีเพียงพวก “นาซี” (the Nazis) เท่านั้น การทดลองจึงเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนโหดร้ายมากกว่าทฤษฎีกำหนด ความน่ากลัวนี้เรียกว่า “โฮโลคอสต์” (Holocaust)4 ซึ่งทำให้ชาวยิวส์ยุโรปถูกฆ่าล้างไปประมาณ 6 ล้านคน เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นนั้นระงับยับยั้งการศึกษาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวไป ในด้านวิชาการเองก็เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้นและอยู่ในการรับรู้ของสาธารณะ และให้ความสนใจต่อประเด็นเชื้อชาติและการเหยียดเชื้อชาติ ในวันนี้นักมานุษยวิทยามีความเข้าใจที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อชนิดของมนุษย์ชาติ เรียกว่า โฮโมซาเปียน ซาเปียน (Homo sapiens sapiens) คือมนุษย์มีสายพันธุ์ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่กำหนดความแตกต่างหลักๆ ก็คือ ความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม (sociocultural) ไม่มีการจัดประเภทของมนุษย์โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานความสูงต่ำทางชีวภาพอีกต่อไป มีคำกล่าวจากนักมานุษยวิทยาและนักปรัชญา คือ H. James Birx อธิบายว่า 


“เชื้อชาติมนุษย์ในพื้นโลกนี้ จากจำนวนมนุษย์ 6.5 พันล้านคน มีเพียงเชื้อชาติเดียว”


ศตวรรษที่ 20 นักวิชาการด้านมานุษยวิทยาได้สร้างกรอบแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติที่มีความสูงส่งกว่าเชื้อชาติอื่น” แต่มีนักวิชาการผู้ยืนกรานต่อต้านมาตลอดก็คือ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas) เขาเป็นนักวิชาการเชื้อสายยิวส์เยอรมัน ได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยที่สหรัฐอเมริกา เพราะเขาลุกขึ้นสู้กับนโยบายการต่อต้านยิวส์ที่เรียกว่า “แอนไท-เซมิสติสซึ่ม” (anti-semitism) โบแอสได้ก่อตั้งสถาบันวิชาการมานุษยวิทยาแห่งอเมริกาเหนือ เขาวิจารณ์แนวความคิดที่อธิบายว่า เชื้อชาติสามารถแบ่งจัดลำดับสูงต่ำได้ ในบทความชื่อ “เชื้อชาติและความก้าวหน้า” (Race and Progress) หลังจากนั้นลูกศิษของเขาชื่อ Ashley Montagu ซึ่งเป็นเชื้อสายยิวส์เช่นกัน ย้ายจากประเทศอังกฤษสู่อเมริกาเขียนบทความชื่อ “มายาคติที่อันตรายที่สุดของมนุษย์” ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1942 (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 81)



เชื้อชาติคือสิ่งสร้างทางชีววิทยา (Race as a Biological Construct)

แนวความคิดเรื่องเชื้อชาติคือสิ่งสร้างทางสังคม คือความผิดพลาดแต่ความคิดนี้ก็ยืนหยัดมาเนิ่นนาน ซึ่งจริงๆแล้วกรอบความคิดเชื้อชาติมนุษย์มีรากฐานมาจากชีววิทยา และในทางโลกของชีววิทยานั้น เชื้อชาติถูกนิยามว่าเชื้อชาติมนุษย์คือ “ชนิดย่อยๆ” (subspecies) คือประชากรที่อยู่ในชนิดเดียวกัน (species) แต่มีความแตกต่างกันออกไป เมื่อพิจารณาจากบริบทของพันธุกรรมที่มีความแตกต่างกันในกลุ่มประชากรในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวคิดกว้างๆ คือ


1.มีลักษณะความคิดที่สุ่มเลือกออกมา ซึ่งก็คล้ายๆ กับมีความเป็นเผด็จการ ไม่มีความคิดเห็นที่รับความยอมรับจากกลุ่มคนที่อยู่ในเชื้อชาติที่ถูกนิยาม ว่าแตกต่างกันอย่างไร ความถี่ีของยีนส์ที่แตกต่างกันนั้นเพียงพอหรือไม่ที่จะนำมาอธิบายในการนิยาม ความถี่ของยีนส์ที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับยีนส์ที่หลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือ การพิศูจน์ความเป็นไปได้ในการเสนอที่ไม่ใช่การตัดสินบนจำนวนของยีนส์ ซึ่มักจะมาจากพิจารณาที่ตัวเองว่ามีความสำคัญ ว่าต้องการนิยามเชื้อชาติ


2.การนิยามชื้อชาติในทางชีววิทยาไม่ได้หมายถึงว่าในทุกๆ เชื้อชาตินั้นจะมีความเปลี่ยนแปลงเฉพาะยีนส์ แต่มีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น กรุ๊ปเลือด ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา


3.การนำเสนอข้อมูลวิทยาศาสตร์ด้านเชื้อชาติ มีการนำมาใช้อย่างไม่เหมาะสม ควรให้ความสนใจว่ามนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันในเชิงปัจเจกในกลุ่มประชากรเฉพาะ ซึ่งสำคัญกว่าการให้ความสำคัญว่ามีความแตกต่างกันท่ามกลางกลุ่มประชากรขนาดใหญ่

หากกรอบแนวความคิดชีววิทยาด้านเชื้อชาติไม่ได้นำมาใช้กับมนุษย์โฮโมซาเปี้ยนส์ (Homo Sapiens) ก็เท่ากับหมายความว่าได้เกิดการยกเลิกความคิดเรื่องเชื้อชาติ อันมาจากความไม่เที่ยงตรงของข้อมูลทางชีววิทยา แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีความหลากหลายในทางชีววิทยาของมนุษย์ หน้าที่ของนักมานุษยวิทยาก็คือ การอธิบายความหลากหลายทางชีวิวิทยาและการอธิบายความหมายในทางสังคมมากกว่า ความพยายามผิดๆ ในการแบ่งแยกชนิดของมนุษย์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยการจัดประเภทมนุษย์ด้วยความคิดเกี่ยวกับ “เชื้อชาติ” (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 82)

สีผิว: กรณีศึกษาพัฒนาการของมนุษย์
ความคิดที่นิยมกันมากในการจัดจำแนกมนุษย์ให้อยู่ในกลุ่มประเภทเดียวกันก็คือ “สีผิว” (skin color) สีผิวของมนุษย์คือความซับซ้อนของลักษณะทางชีววิทยา สีผิวคือความเปลี่ยนแปลงหลากหลายและมีปัจจัยสำคัญที่แตกต่างกัน เช่น ความโปร่งแสงและความเข้มข้นของสีผิวเป็นต้น ความเข้มหรือจางของสี เรียกว่า “สารสี” คือ “คาโรทีน” (carotene) คือสีที่สะท้อนออกมาจากเลือด เช่น หากสีตอบสนองออกมาเป็นสีชมพูอ่อน คนนั้นมีสารสีที่สว่าง แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือผลรวมของ “เมลานิน” (melanin) ยืมคำศัพท์จากภาษากรีก ‘melas’ แปลว่า “ดำ” คือสารที่ให้สีดำแก่ผิวหนังชั้นนอก คนที่มีสีผิวดำ ก็คือ บุคคลที่ผลิตเซลเมลานีนมากกว่าคนที่มีผิวสีสว่าง เมลานีนคือสิ่งที่ช่วยปกป้องผิวกายมนุษย์จากแสงอุลตร้าไวโอเล็ต (ultraviolet) จากแสงอาทิตย์ 

ประชาชนผู้มีสีผิวเข้มอาจจะเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ยากกว่าผู้มีสีผิวอ่อน และมีความอ่อนไหวน้อยกว่าต่อการทำลายวิตามินโดยแสงอาทิตย์ (Haviland, Prins, Walrath, and McBRIDE, 2005: 82-3)

ดังนั้นสีผิวของมนุษย์คือการปรับตัวเองทางชีวภาพเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของภูมิอากาศ ไม่ใช่ความด้อยของของชนิดสายพันธุ์ของมนุษย์แต่อย่างใด

บรรณานุกรม

Barnard, Alan, and Jonathan Spencer, eds. Encyclopedia of Social and Cultural Anthropology. 3 ed. London and New York: ROUTLEDGE, 2002.

Bergman, Jerry. 1997. Ota Benga: The Story of the Pygmy on Display in a Zoo. In, Creation Research Society http://www.rae.org/otabenga.html. (accessed 9 Jul, 2009).
Bradford, P. V., and H. Blume. Ota Benga: The Pygmy in the Zoo. New York: St. Martin's Press, 1992.
Cashmore, Ellis. Dictionary of Race and Ethnic Relations. 4 ed. London and New York: Routlede, 1996.
Gould, S. J. "The Geometer of Race." Discover 15, no. 11 (1994): 65-69.
Haviland, William , Harald Prins, Dana Walrath, and Bunny McBRIDE. Cultural Anthropology: The Human Challenge. Canada: Wadsworth, 2005.
Kane, Derik Arthur, and Jessica M. Masciello. "Jews and Pseudo-Anthropology." In Encyclopedia of Anthropology, edited by H. Jamesbirx, 1346-7. London: SAGE Publications, 2006.
Wikipedia, The Free Encyclopedia. 2009. Antisemitism. In, Wikipedia, http://en.wikipedia.org/wiki/Antisemitism. (accessed.
———. 2009. The Holocaust. In, Wikipedia, http://en.wikipedia.org/wiki/The_Holocaust. (accessed.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น